หนุน 2568-2569 ข้าวไทยไปไกลทั่วโลก
ข้าวไทยได้มาตรฐาน
โดดเด่นด้านการให้ความมั่นคงทางอาหาร
ข้าวไทยส่อแวว ดึงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ คาดจะทะลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปี 2568 7.5 ล้านตัน ตลาดข้าวไทยคึกคัก เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์รัชกาล ที่10 และสมเด็จพระบรมราชินีสุทิตา ได้เสด็จไปเยือนประเทศจีน แล้ว ได้ประธานาธิบดีสีเจี้ยนผิง เปิดประเดิมการสั่งซื้อข้าวไทย ถึง 500,000 ตัน จากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13 – 17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน วันพฤหัสบดี 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
ในขณะเดียวกัน คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ มีข่าวดีจากการทำการตลาดที่สิงคโปร์ขายข้าวได้ 100,000 ตัน แล้วเดินเกมรุก บุกตลาดอเมริกา และต่อด้วยขายซาอุต่อทันที แถมยังพ่วงมันสำปะหลังไปด้วยกัน นอกจากนี้ตลาดข้าวไทยคึกคัก ราคาดีด 400-1,000 บาท/ตัน รับกระแสจีนซื้อ 5 แสนตัน ศุภจี ขายต่อ ซาอุฯ ต้น ธ.ค. นี้
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน คุณอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยช่วงนำคณะเปิดการค้าสินค้าเกษตรในดูไบ ว่า ขณะราคาข้าวไทยปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเริ่มขยับแล้ว 5% ส่วนหนึ่งปัจจัยหนุนจากไทยกำลังเจรจาขายข้าว 5 แสนตันให้กับจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าวขาว จึงมีผลต่อราคาข้าวในประเทศดีขึ้น พร้อมกันนี้ กรมมีแผนต่อเนื่องในการโปรโมตขายข้าวอย่างต่อเนื่องในประเทศเป้าหมาย โดยในต้นเดือนธันวาคมนี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะนำคณะไปซาอุดิอาระเบีย หนึ่งในภารกิจคือพบปะผู้นำเข้าข้าวและพืชเกษตรอื่น เช่น มันสำปะหลัง และ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้แสดงความสนใจซื้อข้าวไทย หลังจากมีการนำคณะไปเยือนก่อนหน้านี้ โดยตลาดซาอุดิฯ มีความนิยมบริโภคข้าวไทย และทำให้ขยายการค้าในสินค้าอื่นต่อไป” คุณอารดา ยังกล่าวอีกว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวทั้งปี 2568 คาดว่าได้ตามเป้า 7.5 ล้านตัน
ด้าน คุณวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ราคาข้าวนาปี ปีการผลิต 2568 ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อสินค้าเกษตรหลัก โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของเกษตรกรทั่วประเทศ นายกรัฐมนตรี คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับทุกหน่วยงานให้เดินหน้ามาตรการเชิงรุกและลงปฏิบัติการในพื้นที่ทันที เพื่อป้องกันภาวะราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากช่วงปลายปีนี้
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อ 18 พฤศจิกายน ได้ออกมาตรการเร่งด่วนในการช่วยดูดซับปริมาณข้าวเปลือกออกจากระบบ รวมทั้งมาตรการก่อนหน้านี้ ทั้งชะลอการขายข้าว มาตรการรับฝากเก็บ รวมถึงการเร่งจัดตลาดนัดข้าวเปลือกทั่วประเทศ เพื่อพยุงราคา สร้างตลาด และเสริมรายได้ให้เกษตรกร ในช่วงผลผลิตออกกระจุกตัว
ทำให้สถานการณ์ราคาข้าวล่าสุด ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน ปรับเพิ่มขึ้นโดยราคาข้าวเปลือกความชื้น 15% อย่างข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 14,700–16,100 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี 8,000–8,300 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 6,300–7,200 บาทต่อตัน และข้าวเหนียว 7,000–10,000 บาทต่อตัน .โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิได้มีการปรับตัวขึ้นสูงสุด 1,000 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้าปรับเพิ่มขึ้นสูงสุด 400 บาทต่อตัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสัปดาห์ก่อน (14 พฤศจิกายน 68) ถือเป็นหนึ่งฤดูกาลที่ราคาปรับตัวดีขึ้นเร็วที่สุดในรอบหลายปี
คุณวิทยากร กล่าวต่อว่าในส่วนของการดำเนินโครงการตลาดนัดข้าวเปลือก กรมการค้าภายในร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด โดยเริ่มจัดมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 และจะจัดต่อเนื่องรวมกว่า 50 ครั้งใน 32 จังหวัด ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จนถึงเดือนเมษายน 2569 โดยตลาดนัดข้าวเปลือกเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้าไปรับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกร ลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางขายโดยตรง และแก้ปัญหาบางพื้นที่ที่ไม่มีผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการจัดตลาดนัดในช่วงที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ประกอบการหลายรายเข้าไปรับซื้อในราคานำตลาดอย่างคึกคัก โดยราคารับซื้อในพื้นที่ตลาดนัดสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกในหลายจังหวัดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ขณะที่สำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่โดยเฉพาะจุดที่มีการซื้อขายข้าว ได้ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแลการรับซื้อข้าวเปลือกของพี่น้องเกษตรกรโดยตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น และการหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใสให้เกษตรกร
คุณวิทยากร กล่าวต่อว่า “มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิตนี้ของ นบข. และการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกทั่วประเทศ ได้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยกรมจะขับเคลื่อนมาตรการต่อเนื่องเพื่อรักษาราคาและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดข้าวตลอดฤดูกาลผลิตปีนี้
“ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิดีดตัวแรงแตะ 16,000 บาทเพิ่มตันละ 1,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มสูงสุด 400 บาท เป็น 7,200 บาทต่อตัน ผลจากหลังรัฐบาลเร่งเดินหน้ามาตรการดูแลข้าวทั้งระบบตามมติ นบข. ส่งผลให้ตลาดเกิดการปรับตัวเชิงบวกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการรับซื้อ การดูดซับผลผลิต และความเชื่อมั่นของเกษตรกร”นายวิทยากร กล่าว
ถ้าเราบุกตลาดเชิงรุกแบบนี้อย่างต่อเนื่องรับรองว่า ในปี 2569 ต้องเป็นปีข้าวทองของไทยอย่างแน่นอน อย่างนี้ต้องขอเอาใจช่วยและขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำขอรัฐมนตรีผู้มากความสามารถและความตั้งใจ คือคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ อีกทั้งต้องขอให้กำลังใจผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และชาวนาที่จะปลูกข้าวให้มีผลผลิตที่ดีจนกระทั่งบรรลุเป้าหมายแห่งชาติ และที่สุดมิได้คือขอกราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ที่ให้การวิจัยข้าวพันธ์ดีๆมาให้เป็นมรดกแก่พวกเราชาวไทย กราบถวายบังคมองค์รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี ที่เปิดประเดิมข้าวไทยจากประเทศจีนและให้กำลังใจพสกนิกรตลอดมา สุดท้ายขอให้ลูกค้าข้าวไทยทุกประเทศและทุกคนจงมีความสุข ความเจริญถ้วนทั่วหน้าทุกประเทศ ทุกคนค่ะ
CR. website ผู้จัดการ